หลอดไฟ มีต้นกำเนิดมาจากนักวิทยาศาสตร์ที่ต้องการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งที่ใช้ให้ความสว่างแทนตะเกียงแก๊ส หลังจากทำการทดลองหลายต่อหลายครั้ง ในที่สุดก็สามารถค้นพบวิธีประดิษฐ์หลอดไฟได้จนสำเร็จ โดยหลอดไฟแรกที่สามารคิดค้นได้เป็นหลอดไส้ หลังจากนั้นหลอดไส้จึงถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในการให้แสงสว่างทั้งภายในครัวเรือนและภายนอกครัวเรือน แต่ทว่านักวิทยาศาสตร์ยังพบข้อบกพร่องหรือปัญหาในการใช้งานของหลอดไส้อยู่มาก เช่น เรื่องของระยะเวลาการใช้งานที่สั้น หรือไส้หลอดไฟขาดง่าย เป็นต้น หลังจากที่เห็นถึงปัญหาทีมนักวิทยาศาสตร์หรือทีมผู้คิดค้นก็ได้มีการคิดพัฒนาหลอดไฟให้มีประสิทธิภาพในการใช้งานที่ดียิ่งขึ้นเรื่อยมา

หากพูดถึงประโยชน์ของหลอดไฟ นอกจากแสงสว่างที่ช่วยในเรื่องของการมองเห็นแล้ว ยังช่วยทำให้เกิดความปลอดภัยในการเดินทางจากแสงสว่างของหลอดไฟอีกด้วย หลอดไฟจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้การดำรงชีวิตมีความสะดวกสบายยิ่งขึ้น ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาหลอดไฟได้ถูกพัฒนาให้มีรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้นซึ่งแต่ละแบบถูกออกแบบมาเพื่อการปรับใช้อย่างเหมาะสมกับการใช้งานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุด หลอดไฟที่ถูกพัฒนามีหลากหลายแบบ เช่น หลอดไฟฮาโลเจน หลอดไฟแสงจันทร์ หลอดไฟเมทัลฮาไลน์ หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ หลอดไฟคอมแพคฟลูออเรสเซ้นต์ และหลอดไฟ LED ซึ่งหากพูดถึงเรื่องประสิทธิภาพในการใช้งาน “หลอดไฟ LED” นับว่าเป็นหลอดไฟทางเลือกที่ดีสุด ฉลาดเลือกที่สุด และคุ้มค่าที่สุดสำหรับผู้ซื้อ เนื่องจากคุณสมบัติการทำงานที่ไม่มีการเผาไส้หลอดจึงทำให้เกิดความร้อนน้อยกว่าหลอดไฟประเภทอื่น ทั้งยังสามารถให้ความสว่างได้มากกว่าหลอดไส้ หรือหลอดไฟฟลูออเรสเซ้นต์ และยังมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าหลอดไฟแบบอื่น โดยหลอดไฟ LED มีอายุการใช้งานเฉลี่ยถึง 50,000 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังใช้ปริมาณไฟฟ้าน้อยกว่าในการให้แสงสว่างทำให้สามารถประหยัดเงินค่าใช้จ่ายสำหรับค่าไฟฟ้าได้อีกด้วย

                ในการเลือกซื้อหลอดไฟควรคำนึงถึงค่าคุณสมบัติของหลอดไฟก่อนซื้อทุกครั้ง เช่น “ค่าฟลักซ์การส่องสว่าง” เป็นปริมาณแสงสว่างที่ได้จากแหล่งกำเนิดแสง “ค่าความสว่าง หรือระดับความสว่าง” เป็นตัวบ่งบอกว่าแสงที่ได้เพียงพอหรือไม่ “ค่าความเข้มการส่องสว่าง” เป็นความเข้มของแสงที่ส่องออกมาจากวัตถุ “ค่าความส่องสว่าง” เป็นตัวบ่งบอกปริมาณแสงที่สะท้อนออกมาจากวัตถุ “ค่าประสิทธิผล” เป็นปริมาณแสงสว่างที่ออกมาต่อกำลังไฟฟ้าที่ใช้ “ค่าความถูกต้องของสี” เป็นค่าที่ใช้เพื่อบ่งบอกว่าเมื่อแสงส่องไปบนวัตถุจะทำให้สีของวัตถุนั้นมีความผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงมากน้อยเพียงใด หากพบว่าเมื่อส่องไฟไปบนวัตถุแล้วไม่เห็นถึงความผิดเพี้ยนของสีก็ถือว่าใช้ได้ และ “ค่าอุณหภูมิสีของแสง” ซึ่งอุณหภูมิสีจะเป็นตัวบ่งบอกว่าแสงที่ได้มีความขาวมากน้อยเพียงใด โดยรายละเอียดค่าคุณสมบัติต่างๆเหล่านี้ส่วนใหญ่จะถูกเขียนระบุไว้ที่ข้างกล่อง เพียงศึกษาคุณสมบัติต่างๆของหลอดไฟก่อนทำการซื้อก็จะทำให้เราได้หลอดไฟที่เหมาะสมกับการใช้งานและคุ้มค่ากับการซื้ออีกด้วย

สินค้าแนะนำ

สินค้าราคาพิเศษ

ไม่มีสินค้าใหม่

Latest Posts

Test1
Tes2
3rd